วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

!!อึ้ง เด็กอายุ12 เรียนป.โทและไอคิวสูงกว่าอัลเบิร์ต ไอนสไตน์!!!

jacob
Jacob Barnett เด็กวัย 12 ปี ซึ่งถือเป็นเด็กพิเศษ หรือออทิสติกส์ แต่มีความสามารถในด้านคณิตศาสตร์สูงมาก วัดระดับไอคิวได้ถึง 170 เรียกว่ามากกว่าคนดังอย่าง ''อัลเบิร์ต ไอนสไตน์'' ซะอีก

ที่สำคัญคือ เขาสามารถคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพได้ด้วยตนเอง ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโทด้านคณิตศาสตร์ ที่ Indiana University และกำลังจะเรียนต่อปริญญาเอกในเร็วๆ ถือเป็นคนเก่งที่น่าจับตามองมาก….


jacob2

ปัญหาของเขาคือ Jacob จะมีความบกพร่องทางด้านความสามารถ ในการช่วยเหลือตัวเองทำสิ่งต่างๆ เช่น ผูกเชือกรองเท้า รีดผ้า แต่งตัว แต่ด้านการเรียนรู้กลับสูงมาก
ตอนอายุ 3 ขวบ เขาสามารถคำนวณยากๆ ต่อจิ๊กซอว์ 5,000 ชิ้น แถมยังจดจำเส้นทางบนถนนทุกเส้นของรัฐได้ ตอน 8 ขวบเขาจบการศึกษาจากโรงเรียน และเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย
Jacob Barnett ผู้ซึ่งถูกวินิจฉัยว่ามีอาการ Asperger's Syndrome กำลังจะเขียนทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ขึ้นมาใหม่ เด็ก 12 ขวบคนนี้มีไอคิวสูงถึง 170 เวลาว่างนอกจากติววิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ให้เพื่อนนักศึกษาแล้ว Jacob Barnett หรือชื่อเล่น Jake ก็จะนั่งคิดค้นแก้ปัญหาทฤษฏีต่างๆ ไปเรื่อย
ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ Jacob Barnett ก็ออกจากโรงเรียนประถมมาเป็นนักศึกษาฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยอินเดียนา เขาเรียนรู้พีชคณิต ตรีโกณมิติ แคลคูลัส ฯลฯ ด้วยตนเองในเวลาเพียง 1 อาทิตย์ สี่ปีผ่านไปหลังจากเรียนฟิสิกส์ชั้นสูงจนทะลุปรุโปร่งแล้ว อาจารย์ของภาควิชาฟิสิกส์จึงเสนอทุนให้เขาเป็นนักวิจัยปริญญาเอก โครงการวิจัยปริญญาเอกของ Jacob Barnett ก็คือการต่อยอดทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ เป้าหมายคือการสร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพฉบับใหม่ที่ครอบคลุมอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้มากกว่าของเดิมที่ไอน์สไตน์ทิ้งไว้ให้เป็นมรดก
อย่างไรก็ดี พรสวรค์ของ Jacob Barnett ก็มาพร้อมกับข้อเสียร้ายแรง ผู้ปกครองของ Jacob Barnett เล่าให้ฟังว่า เขามีปัญหาเกี่ยวกับการนอน ทันทีที่เขาปิดตาลงในตอนกลางคืน ภาพของตัวเลขจะวนเวียนขึ้นในสมองเขาตลอดเวลา ส่งผลให้เขาพักผ่อนได้น้อยมากในแต่ละคืน

เด็กอายุ 17 สร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชั่นได้เอง..ในโรงรถ!!

     


       เทย์เลอร์ วิลสัน เชื่อว่าปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น เป็นคำตอบของปัญหาพลังงานในอนาคตของเรา และเขายังเชื่ออีกว่า พวกเด็กๆสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และเขาก็รู้บางอย่างเกี่ยวกับทั้งสองเรื่องนี้ เขาสร้างปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นที่ใช้การได้ขึ้นในโรงรถของพ่อแม่เมื่อตอนอายุ 14 ปี ขณะนี้เขาอายุ 17 ปีแล้ว และได้มาขึ้นเวทีโดยจากการเชิญชวนอย่างกระชั้นชิด เพื่อมาเล่าเรื่องราวของเขาแบบย่อๆ

        เด็กวัยรุ่นชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อเทย์เลอร์ วิลสัน (Taylor Wilson) เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ เขาใช้เวลาศึกษาเรื่องของนิวเคลียร์ฟิวชั่นมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เขาทำระเบิดได้ ตั้งแต่อายุ 11 และที่น่าทึ่งคือเขาสามารถสร้างเครื่องตรวจจับรังสีแบบที่ใช้ในงานความมั่นคงของอเมริกาได้สำเร็จในโรงรถที่บ้านเขาเองเด็กชายเทย์เลอร์ วิลสัน ใช้เงินไม่กี่ร้อยเหรียญทำมันสำเร็จ ตอนเขาอายุเพียง 14 ปี และเครื่องของเขายังมีคุณสมบัติดีกว่าเครื่องตรวจจับรังสีที่รัฐบาลอเมริกาเคยผลิตด้วยงบประมาณหลายแสนเหรียญต่อเครื่อง เขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก (ตอนอายุ 14 ปี) ปัจจุบันเขาอายุ 18 ปีเท่านั้นเอง เทย์เลอร์ไม่ใช่เด็กทำเกรดได้ดีทุกวิชา เขาสอบไม่เก่ง เขาเบื่อที่ต้องทนอยู่ในห้องเรียนเพราะเขาสนใจอยู่เรื่องเดียว นั่นคือฟิสิกส์นิวเคลียร์ นั่นเอง


 

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

French govt ‘clean fracking’ idea is 'backdoor bid' for public support

French govt ‘clean fracking’ idea is 'backdoor bid' for public support

print
© AFP - Arnaud Montebourg
Latest update : 2014-02-02

French Minister for Industrial Renewal Arnaud Montebourg wants to re-open the fracking debate in France, where the controversial method for extracting shale gas remains outlawed for environmental reasons.

According to weekly newspaper Le Canard Enchainé this week, Montebourg believes that so-called “clean fracking”, using treated non-flammable propane gas rather than water, is more environmentally friendly.
But France’s ruling socialists remain deeply split on the issue of fracking, by which pressurised liquid is used to fracture underground rock formations in order to release gas, a process environmentalists say can contaminate ground water and even cause earthquakes.
French President François Hollande has promised that fracking would remain banned in France while he is president, and the country's Green Party is vehemently opposed to legalising a process which French energy giant Total is championing enthusiastically in the UK.
Questions remain as to whether using non-flammable liquid propane is any cleaner or safer than using high-pressure water, or whether it will bring the same economic benefits to France as it has to the USA, where the price of gas has tumbled since fracking began.
Thomas Porcher, economist and professor in primary resource management at the ESG MS Management School, in Paris gives his perspective.
FRANCE 24: What do we know about using propane for fracking? Is it any cleaner than using water?
Thomas Porcher: Some tests on fracking with propane – a volatile and highly inflammable gas – have already taken place. The treated propane (fluoropropane) that Montebourg refers to is less dangerous in this respect. But there has not been sufficient testing to confirm that it is any safer or cleaner than hydraulic fracking.
FRANCE 24: What does France stand to gain from legalising fracking using this method?
Porcher: I don’t see any advantage. Of course there are alternatives to hydraulic fracking, but if most countries use water to extract the gas, they do so because it is cheaper. And the hydraulic fracking process represents 56 percent of the total cost of extracting the gas, the rest being made up by the cost of drilling and transporting the gas.
If France went ahead and used propane, the cost would be much higher because treated propane is a more expensive resource than water. You would also have to factor in the costs of testing, which would also be considerable, when you consider we would be the only country in the world to use this technique.
All this means that shale gas extraction in France would be more expensive than in other countries, particularly the USA which is the world model on shale gas extraction. On top of this, France doesn’t have the infrastructure in place, has a much tougher regulatory environment and a less developed system for gas transportation.
FRANCE 24: But if France refuses to sanction even propane fracking, is it not denying itself a means to boost competitiveness?
Porcher: If fracking has helped the USA’s competitiveness, that’s mostly down to the fact that the price of gas has dropped by two thirds in recent years. For fracking to add to France’s industrial competitiveness, the price would also have to drop dramatically, and there is no indication that this would happen. The European gas market does not work in the same way as the US market. We are much more rigid and gas prices are linked to petrol prices.
So if France hopes to boost competitiveness through the energy sector, it will only be able to do so through US-style gas “dumping”, and to achieve this you can’t go down the more expensive “clean fracking” route. In other words, you have to choose between protecting the environment and boosting the economy.
In my opinion, this talk about “clean fracking” using propane is nothing but a Trojan Horse, designed to make fracking seem more acceptable and even necessary for the country’s economic future. Even if Hollande promised in his election manifesto that there would be no fracking, Montebourg is doing everything in his power to put the debate back on the table, and to sow the seeds of popular support [According to a Qualit’EnR-Ifop poll published on January 29, only 24 percent of the French support the idea].
FRANCE 24: While fracking remains illegal in France, elsewhere in the EU, and particularly in the UK, it is seeing huge investment. How can France stop itself from falling behind?
Porcher: France and Bulgaria are the only countries in the world to have formally outlawed fracking. And we are not a big enough player to come up with a new method, namely propane fracking, while the rest of the world is using hydraulic fracking.
We should not launch ourselves blindly into a new method without the least idea of the environmental consequences. Instead, we can make ourselves useful and be a very real player in this sector by investing in proper research before we start drilling. France needs to know how, where and on what scale fracking operations could go ahead across the country. We need to know exactly what effects drilling will have on populations near the wells (health, drops in the value of property, etc). Much of this research has already been done in the USA, but it needs to take into account France’s much denser demographics.
France can certainly be a leading international player in non-conventional energy resources. There are many options. But to go blindly in to propane fracking is not one of them.

10อันดับเด็กโหดที่สุดในโลก!!!!5555

10.ไบรอัน และ เดวิด ฟรีแมน ( Brian and David Freeman )

ไบรอัน อายุ 17 ปี และ เดวิด อายุ 16 ปีสองพี่น้องยักษ์ปักหลักสูงกว่า 6 ฟุตหนักกว่า 200 ปอนด์ ภาพที่คุณเห็นข้างบนนั้นไม่ใช้รอยสักธรรมดาแต่เป็นรอยสัก แก๊งนีโอนาซี สองพี่น้องถูกตกเป็นผู้ต้องสงสัยทันทีหลังมีการพบศพแม่ของสองพี่น้องและน้องชายคน รอง ถูกไม้กระบองทุบจนตายในเขตเมืองซอลส์บรี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ในปี1995ซึ่งคืนก่อนหน้าที่เกิดเหตุมีเพื่อนบ้านได้ยินเสียงทะเลาะกัน ระหว่างผู้ปกครองและสองพี่น้องดังกล่าว สุดท้ายสองพี่น้องก็ถูกจับคุกตลอดชีวิต


9.เอ็ดมุนด์ เคม เปอร์ (Edmund Kemper)

27 สิงหาคม ปี 1964 ที่เบอร์แบงค์ แคลิฟอร์เนีย เอ็ดมุนด์ เคมเปอร์ ในขณะนั้นอายุแค่ 15 ปี ได้ยิงตากับยายด้วยปืนล่าสัตว์ (ยิงยายแล้วก็เอามีดหั่นเนื้อแทงยายซ้ำๆจน ปลายบิดงอ) หลังถูกตำรวจจับกุมเขาอ้างเหตุผลในเวลาต่อมาว่า แค่อยากรู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรกับการฆ่ายาย เด็กชายเคมเปอร์ถูกวินัจฉัยว่าเป็นโรคจิต (แต่ไอคิวถึง 140) เขาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล
ปี 1969 เขาถูกปล่อยตัวเมื่อเคมเปอร์อายุ 21 ปี แสร้งแกล้งทำเป็นว่าหายขาด และถูกปล่อยสู่สังคมเมื่อออกสู่ภายนอกเคมเปอร์ก็ก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องซื้อ รถคันหนึ่งรับเหยื่อที่เป็นผู้หญิงนักโบกรถและใช้ปืนยิงแล้วแทงให้ตายตัด ศีรษะ หั่นศพ ใช้กล้องบันทึกภาพ บางรายนำเนื้อไปกินที่บ้านมีเหยื่อที่โดนวิธีนี้กว่า 6 ราย
วันที่ 20 เมษายน1973 เคมเปอร์ก็ฆ่าแม่ของตัวเองโดยการทุบหัวเธอด้วยค้อนขณะที่เธอหลับอยู่ตัดหัว เธอออกแล้วข่มขืนศพที่ไร้หัวนั้นจากนั้นเขาก็เอาหัวแม่มาใช้เป็นเป้าปาลูกดอกและเอากล่องเสียงไปทิ้งขยะ เท่านี้ยังไม่พอเขายังฆ่าเพื่อนแม่อีกคน ก่อนที่จะโทรแจ้งตำรวจมาจับตนเอง (ตอนแรกตำรวจนึกว่าเรื่องตลกเคมเปอร์ต้อง ชี้แจ้งหลายนาทีกว่าตำรวจจะเชื่อ) เคมเปอร์สารภาพต่อตำรวจว่า แม่เป็นหญิงสารเลว สมควรตาย สุดท้ายเคมเปอร์ถูกตัดสินคดีฆาตกรรม 8 คดีและถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต


8.วิลลี่ บอสเก็ต (Willie Bosket)

วิลลี่ บอสเก็ต เกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1962เขาถูกตัดสินในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่นิวยอร์ก เขาฆ่าเหยื่อเพียงเพราะ ชิงทรัพย์เท่านั้น แต่การตัดสินของเขาใช้กฎหมายผู้เยาว์มันไม่สาสมต่อการกระทำอันอุกอาจของเขา ทำให้สภาได้ร่างกฎหมายเพื่อให้เยาวชนต้องรับโทษแบบ ผู้ใหญ่ในคดีอุกฉกรรจ์ขึ้นมา โดยก่อนหน้านั้น?ในวันที่ 19 มีนาคม 1978 วิลลี่ บอสเก็ตใช้ปืนยิงนายโนเอล เปเรส(Noel Perez) บนรถไฟใต้ดินนิวยอร์กเพียงเพื่อขโมยเงินจำนวนหนึ่งและนาฬิกาข้อมือ แปดวันต่อมาวันเขายิงนายโมเลส เปเลส ( Moises Perez ) นามสกุลเหมือนกันแต่ไม่มีความสัมพันธ์กับเหยื่อรายแรก)และขโมยเงินของเหยื่อ ไป เขาถูกตัดสินโดยกฎหมายเยาวชนก่อนที่ร่างกฎหมาย ใหม่นี้จะเสร็จเขาถูกจำคุก
แต่ออกมาอีก 4 ปีให้หลัง (ปล่อยในปี 1983) แต่ต่อมาไม่นานเขาก็ถูกจับในคดีลอบวางเพลิงและคดีร้ายแรงอีกมากมายและ ถูกตัดสินโดยกฎหมายใหม่ในที่สุดเขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตและถูกขังเดี่ยว ในเรือนจำนิวยอร์กตราบจนทุกวันนี้


7. โจชัวร์ ฟิลิปส์

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 3 พฤศจิกายน ปี 1998 ในฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เมื่อเด็กน้อยเพื่อนบ้านของโจชัวร์ ฟิลิปส์ ชื่อเด็กหญิง Maddie Clifton อายุ8 ขวบ หายตัวไปจากบ้านของเขาเอง ตำรวจและอาสาสมัครกว่า 400คนทำการค้นหาและเสนอรางวัลเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเดิมแต่สุดท้ายก็ไร้ผล (คดี นี้ถึงมือ FBI) หารู้ไม่ว่าเด็กน้อยคนนั้นอยู่ที่บ้านเพื่อนบ้านนี้แหละ หากแต่เป็นศพแล้ว
7 วันต่อมาหลังการหายตัวไปของเด็ก แม่ของโจชัวร์ ฟิลิปส์ทำความสะอาดห้องของเขาพบว่ามีกลิ่นประหลาดและเธอตามหาที่มาของกลิ่น นั้นจนกระทั้งพบร่างของ Maddie ซ่อนอยู่ เธอตกใจและหนีออกนอกบ้านแจ้งตำรวจ โจชัวร์ ฟิลิปส์ ซึ่งตอนนั้นอายุ 15 ปี สารภาพว่าเขาทุบตีเพื่อนบ้าน 8 ขวบด้วยไม้เบสบอลจนเสียชีวิตและเขาหอบศพเธอซ่อนในห้องเขาและใช้มีดแทงเธอ อีก11 ครั้ง คณะลูกขุนได้ตัดสินให้เขาจำคุกโดยปราศจากทัณฑ์บนและตอนนี้เขายังอยู่ในคุก เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน


6.ลอรี่ แทคเก็ต (Laurie Tackett)

เช้าวันเสาร์ของวันที่ 11 มกราคม ปี 1992 พี่น้องคู่หนึ่งได้ออกไปล่านกกระทาในเขตป่า Jefferson และ แล้วเขาก็พบร่างหนึ่งที่ตอนแรกเขานึกว่าจะเป็นตุ๊กตาแต่ปรากฏว่ามันเป็นศพ ของซานต้า ซาลีเออร์ (Shanda Sharerwho)สภาพศพของเธอบ่งบอกถึงการกระทำอันโหดร้ายมีรอยไหม้อย่างรุนแรงและ รอยแผลที่ถูกฟันและแทงด้วยอาวุธมีคม?จากการสอบสวนพบว่าฆาตกรคือนางสาวลอรี่ แทคเกอร์ อายุ 18 ปี ซึ่งเธอฆ่าซานต้าเพราะเป็นรักสามเศร้า(แบบเลสเบียน)

นางสาวลอรี่ แทคเกอร์เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1974 ในMadison อินเดียน่า แม่ของเธอเคร่งศาสนาเป็นชาวคริสเตียนส่วนพ่อเป็นคนงานโรงงานต้องโทษคดีอาญาร้ายแรงและเธออ้างเคยทำร้ายเมื่อตอนอายุ 5 และ 12 (ฟังดูอาจธรรมดากว่าอันดับอื่นๆ ความจริงแล้วคดีนี้ดังมาก ในวีพีมีเดียก็มี โดยคดีนี้มีชื่อ The murder of Shanda Renee Sharer เนื้อหายาวๆ มากเพราะว่าเล่าตั้งแต่ความขัดแย้งของรักสามเศร้า)


5.เบรนด้า แอน สเปนเซอร์ (Brenda Anne Spencer)

วันจันทร์ 26 มกราคม ปี 1979 เบรด้าอายุ 16 ปี ใช้อาวุธปืนไรเฟิล automatic.22 ที่ได้รับเป็นของขวัญจากพ่อในวันคริสต์มาส กราดยิงเด็ก 8 คนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในโรงเรียนคลีฟแลนด์ อีลิเมนท์ทาลี่ สคูลในซานดิเอโก้ และพยายามฆ่าครูใหญ่เบอตัน แวคก์ และผู้ปกครองเธอถูกตำรวจจับกุมหลังจากนั้น 5 ชั่วโมงและถูกตั้งคำถามถึงเหตุผลต่อการกระทำการฆาตกรรมหมู่ในโรงเรียนครั้งนี้
เธอยักไหล่และตอบกลับว่า ฉันเกลียดวันจันทร์มันไม่มีเหตุผล และฉันก็ทำไปเพราะมันสนุกมากๆ เหมือนกับได้ยิงเป็ดในบ่อน้ำอีกอย่างเด็กๆ พวกนั้นเหมือนฝูงวัวตัวเมียยืนอยู่รอบๆ ซะด้วยสิ


4.จอน เวนาเบิล และโรเบิร์ต ทอมป์สัน (Jon Venables and Robert Thompson)

ปี1993 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จอน เวนาเบิล และโรเบิร์ต ทอมป์สัน 2 เด็กจากครอบครัวมีปัญหา (ทั้งคู่ตอนนั้นอายุ 10 ขวบ) วันนั้นเป็นวันเปิดเรียน แต่เด็กสองคนนี้ไม่ได้ไปเรียน พวกเขาไปห้างสรรพสินค้า ขโมยลูกกวาด, ตุ๊กตาคอหมุนๆ, แบตเตอรี่จำนวนหนึ่ง,กระป๋องสเปย์สีน้ำเงิน 1 กระป๋องและบังเอิญพวกเขาเห็นสิ่งหนึ่งน่าขโมยเป็นบ้าเลย(ไอเดียนรก) มันคือ เด็กน้อยนามเจมส์ บัลเกอร์ (James Bulger) อายุ เพียง 2 ปีกับ 11 เดือนเท่านั้นเด็กสองคนเลยลักพาตัวเด็กออกจากห้างเสียเลย (เด็กเล็ก(เจมส์)ถูกจูงมือโดย เด็กชายจอนและมีโรเบิร์ตเดินนำหน้าทั้งสองดูเหมือนสนิทสนมกันแต่ไม่มีใครรู้ เลยว่านี้เป็นภาพสุดท้ายที่บันทึกเจมส์ในขณะมีชีวิตอยู่)
ไม่รู้ว่าเมื่อออกจากห้างทั้งสองทำอะไรกับเด็กบ้าง รู้แน่ๆพวกเขาพาเด็กเดินจนขาลากไปกว่าหลายไมล์เรื่อยเปื่อยเป็นเวลานานจนกระทั้งมาถึงรางรถไฟจากนั้นก็ไม่รู้เพราะอะไรอีกทั้งสองตัดสินใจฆ่าเด็กโดยฉีด สีสเปย์ใส่ตาเจมส์ จากนั้นก็รุมทุบตีด้วยมือและเท้าท่อนเหล็กและก้อนหินกระหน่ำไปใส่ที่หัวของ เด็กน้อยกว่า 42แผลด้วยความเมามันจนกะโหลกแตกจากนั้นก็เปลือยท่องร่างเอาแบตเตอรี่ยัดที่ รูทวารจากนั้นก็ลากศพเด็กไปวางบนรางรถไฟเพื่อให้รถไฟทับเพื่ออำพรางคดี และเมื่อมีการพบศพเจมส์ในเวลาต่อมา เด็กทั้งสองก็ถูกจับเกือบทันทีเพราะหลักฐานจากกล้องวีดีโอวงจรปิดหลังจากถูก จับกุมทั้งสองเอาแต่ร้องโวยวาย ใช้ความเป็นเด็กไร้เดียงสาบอกว่าไม่รู้เรื่อง โยนความผิดไปอีกฝ่ายไปๆ มาจนคดีนี้ไม่แน่ชัดว่าใครต้นคิดใครฆ่าเจมส์กันแน่ท้ายสุดศาลอังกฤษตัดสินจำ คุกเด็กสองคนแบบกฎหมายผู้ใหญ่และทั้งสองถูกปล่อยตัวออกไปในปี 2001


3.เจสซี่ โพเมอร์รอย (Jesse Pomeroy)

เจสซี่ โพเมอร์รอยถูกตำรวจจำกุมได้ในขณะที่เขาอายุ 14 ในปี 1874ในข้อหาสังหารเด็ก 2 คนอย่างน่ากลัว เขาถูกตั้งฉายาว่า เด็กมารร้ายแห่งเมืองบอสตัน (อเมริกา) ก่อนหน้านั้น 3 ปีก่อน(1871-1872) เขาออกอาละวาดทำร้ายและทรมานเด็กชาย 7 คนและถูกจับส่งตัวไปโรงเรียนดัดสันดานที่บอสตัน(มีรายงานว่าเขามีอาการทาง จิต)ปี 1875?ถูกปล่อยตัวออกมา โดยมีทัณฑ์บนไว้

เขาเฉลิมฉลองการออกจากที่คุมขังด้วยการฆ่าเด็กสาววัย 10 ขวบชื่อ Katie Curran ด้วยการตัดแขนขาเหมือนตุ๊กตาของเล่นไม่มีผิด แต่เขาไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้เขาลักพาตัวเด็กชาย Horace Mullen วัย10 ขวบไปที่บึงและสังหารเขาด้วยการใช้มีดแทงอย่างโหดร้ายและเกือบตัดหัวของเด็ก ชายจนหลุดจากบ่า

เจสซี่ให้เหตุผลว่าเขาฆ่าเด็กชายคนนั้นเพราะมีดวงตาที่ แปลก(เด็กชายมีตาสีขาว) เขายอมรับผิดในเวลาต่อมา และถูกจับคุก 40 ปีอย่างโดดเดี่ยว(เจสซี่รับได้บันทึกสถิติว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องอายุน้อยที่ สุดที่ตัดสินในอเมริกา) สุดท้ายเจสซี่ตายเพราะสิ้นอายุไขเมื่อวันที่ 29กันยายน 1932 ขณะอายุ 72 ปี


2.แมรี่ เบล(Mary Bell)

วันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1968 ที่ย่านนิวคาสเซิล ทางตอนเหนือของอังกฤษ เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ 11 ปี ของ แมรี่ เบล เด็กจากครอบครัวมีปัญหา(อีกแหละ) เธอเลยฉลองวันเกิดนี้โดยการบีบคอเด็กมาร์ติน บราวน์ เด็กชายอายุ 3-4 ขวบจนถึงแก่ความตายแล้วยังไปยั่วแม่ของเด็กทำนองว่าลูกคุณตายแล้วเหงาหรือเปล่า ลูกคุณตายแล้วร้องไห้หรือเปล่า

แต่นี้ยังไม่พอสำหรับเธอ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม เธอกับเพื่อนของเธอชื่อ นอม่า เบล (นามสกุลเหมือนกันแต่ไม่ใช่ญาติ) ได้ฆ่าเด็กชายไบรอัน โฮล วัย 4 ขวบ และสลักที่ท้องของเด็กชายด้วยอักษรย่อ M และ N ด้วยใบมีดโกน พวกเธอทั้งสองถูกศาลพิจารณาคดีในข้อหาสังหารโหดมนุษย์ 2 ศพ

ผลคือคือแมรี่ เบลถูกจำคุกและไปบำบัดจิตส่วนเพื่อนอีกคนพ้นข้อกล่าวหา (ได้ไง) ปี 1980 เธอถูกปล่อยตัวจากคุกเมื่ออายุได้ 22 ปีทั้งๆ ที่รักษาโรคจิตไม่หาย เธอมีลูกและหายสาปสูญไปจากสังคม และวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 2003 ทางการก็ประกาศว่าเธอเป็นบุคคลนิรนาม


1.เจมี่ เราซ์ (Jamie Rouse)

15 พฤศจิกายน 1995 เจมี่ เราซ์ (Jamie Rouse) วัย17ปี แต่งชุดดำไปโรงเรียนริชแลนด์ ที่ไจลส์ เคาน์ตี้ รัฐเทนเนสซี่พร้อม ปืนเรมิงตัน ขนาด.22 เขายิงครูไป2คน และ หันปืนเล็งยิงโค้ชทีมฟุตบอล พร้อมยิ้มระบายบนใบหน้าแต่พอดีเด็กคนหนึ่งเดินสวนพอดี จึงโดนแทน

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

Syria’s Assad says France is ‘proxy state’ for Qatar, Saudi Arabia



Syria’s Assad says France is ‘proxy state’ for Qatar, Saudi Arabia



France has become a “proxy state” for Qatar and Saudi Arabia, according to Syrian President Bashar al-Assad, who accused Paris of taking “petrodollars” from the two states in return for supporting the Syrian opposition.

"France has become a proxy state implementing Qatari policies. This is also what we see happening now between France and Saudi Arabia," Assad said in an interview with AFP.
"How can petrodollars make Western officials, particularly in France, sell their principles and sell the principles of the French Revolution in return for a few billion dollars?"
France is a strong backer of the Syrian opposition, along with Qatar and Saudi Arabia.
France was also one of the first countries to recognise it and call for Assad to leave power.
Assad's government accuses the West and Gulf nations that back the rebels of exporting "terrorism" to Syria.
The Syrian leader, speaking to AFP on Sunday in Damascus, said French and EU policy in the Middle East had been led astray by the United States.
"Ever since 2001 and the terrorist attacks on New York, there has been no European policy-making to speak of," he said.
"In the West, there is only an American policy, which is implemented by some European countries."
He said France's policy meant there was little chance it stood to play a role in Syria in the near future.
"I don't think that France will play a role in the immediate future, unless it changes its policy completely and from its core and returns to the politically independent state it once was," he said.

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

Turkish spy agency denies link to Paris Kurd murders



  Turkish spy agency denies link to Paris Kurd murders

Turkey's intelligence service has rejected allegations contained in an online audio recording linking it with the murders of three Kurdish activists in Paris in 2013.

One year after the three female members of the separatist Kurdistan Worker’s Party (PKK) were shot dead in central Paris, the new evidence appears to support claims that the assassinations were ordered by Turkish officials.
The audio recording, posted on YouTube on Sunday, January 12, featured an alleged conversation between chief murder suspect Ömer Güney and his purported handlers at the Turkish intelligence agency MIT.
Güney, 30, has been charged by French prosecutors with the murder of Sakine Cansiz, a founding member of the PKK, Fidan Dogan and Leyla Söylemez at a Kurdish centre in the heart of the French capital on January 9, 2013.
The conversation is alleged to have taken place before the attack and revolves around potential targets among Kurdish militant leaders as well as tactics to be used by Güney.
“After hearing this recording, we can affirm with certainty that this is the voice of Ömer Güney,” the Federation of Kurdish Associations in France (FEYKA) said in a January 13 statement.
The PKK had previously identified Güney as Sakine Cansiz’s driver and assistant in Paris. French police arrested him shortly after her murder.
'Premeditated political murder'
FEYKA has drawn its own conclusions: “The crime was premeditated. The murderer did not act alone, and he had political intent,” the Kurdish organisation said in its statement.
Several Turkish media outlets picked up on the recording, prompting the Turkish intelligence service to deny any involvement.
“The reports are an operation aimed at tarnishing our organisation which has played an active role in the peace process” with Kurdish militants, Turkey’s spy agency said in a rare public statement released on Wednesday, January 15.
"An internal probe concerning the claims has been launched”, MIT added.
Earlier in the day, another report linking Turkish intelligence to the killings appeared in the Turkish press.
The opposition newspaper Sol published a document purporting to be a November 2012 mission order issued by MIT.
It identified Güney as an agent code named “Legionnaire” operating on behalf of the spy agency.
“We have given him instructions to be on his guard when communicating with us, to get the equipment required for the mission and to make the preparations related to the designated persons,” the document said, adding that 6,000 euros had been sent to agent "Legionnaire".
Pressure on Erdogan
If confirmed, MIT’s involvement in the killings would put considerable pressure on Turkish Prime Minister Recep Tayyip Erdogan, a close friend of Hakan Fidan, the head of the intelligence service.
On Monday, Turkish Justice Minister Bekir Bozdag publicly complained about a “smear campaign” designed to further damage the government at a time of political crisis.
In recent months, Erdogan's government has carried out a vast purge of the security services aimed at routing out the Gülen Brotherhood, a powerful Islamic organisation.
The Brotherhood is thought to have widely infiltrated the police and the judiciary, but to have so far failed to gain a foothold in Turkey's spy agency.
“The control of the intelligence service is at stake,” wrote Guillaume Perrier, Le Monde's Istanbul correspondent, in the French daily on January 16th.
According to the French reporter, Erdogan may not be the only one concerned by the latest allegations regarding the murder of the Kurdish activists.
The audio recording also points the finger at French security services by suggesting that the suspected killer may have murdered the activists while under heavy surveillance in Paris.
“French intelligence officers are following me every second,” the man presented as Ömer Güney told his alleged MIT handlers in the recording.
While the audio recording has gone largely unnoticed in France, it may yet sour the mood for French President François Hollande’s official visit to Turkey, scheduled for January 27 and 28.

Hollande visits partner Valérie Trierweiler in hospital



Hollande visits partner Valérie Trierweiler in hospital


French President François Hollande has paid his first official visit to his partner Valerie Trierweiler since she was hospitalised in the wake of allegations he was having an affair, his office said Friday.

An official at the presidential palace said Friday that Hollande visited Trierweiler the previous evening. The 48-year-old journalist was admitted a week ago to an unspecified hospital for rest.
Hollande's office said she was in shock upon learning of the report in Closer magazine last week that the 59-year-old president has been having an affair with actress Julie Gayet, who is 41.
In Friday's edition, Closer alleged that the affair has been going on for two years. The presidential palace has declined to comment.
On Thursday, Gayet initiated a civil law suit for violation of privacy against Closer magazine over its report.
Gayet is seeking 50,000 euros in damages and 4,000 euros in legal costs from the magazine over last week's report, which she claims breached France's privacy legislation. If she wins, Closer will have to publish the legal verdict on its cover page.
The magazine based its report on unauthorised photos taken outside a Paris building where Gayet's friends own an apartment.
When pressed about his prior threat to take legal action against Closer at a Tuesday press conference, Hollande replied that he had decided not to sue the magazine for invading his privacy because as head of state he was immune from being sued himself and did not want to create a double standard. He never, however, denied the reported affair.